เคยสงสัยไหมว่าทำไมต้องมีการวัดความหนืดในอุตสาหกรรมต่าง ๆ? แม้จะเป็นการทดสอบที่ดูเรียบง่าย ทว่าการทดสอบนี้กลับสำคัญไม่น้อย เพราะการวัดความหนืด หรือ Viscosity Measurement ไม่ใช่แค่การดูว่าเหลวไหลได้ดีแค่ไหน แต่ยังช่วยให้สามารถควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์และประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตได้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบจนถึงการผลิตเสร็จสมบูรณ์
ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปไขข้อสงสัยว่าทำไมการวัดความหนืดจึงสำคัญและทำอย่างไรให้การวัดนี้มีความแม่นยำที่สุดเพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุดในงานผลิตของคุณ
ความหมายของความหนืด (Viscosity)
ในเชิงวิทยาศาสตร์ ความหนืด (Viscosity) คือ คุณสมบัติของของเหลวที่บ่งชี้ถึงความต้านทานของเหลวนั้น ๆ ต่อการไหล กล่าวง่าย ๆ ว่า ความหนืดจะบอกว่าเหลวมีความข้นหรือไหลยากเพียงใด โดยยิ่งความหนืดสูง ของเหลวจะไหลได้ยากและมีความต้านทานการเคลื่อนที่มากขึ้น เช่นเดียวกับการเดินในน้ำเปล่าและน้ำมันที่มีความหนืดแตกต่างกัน
ยกตัวอย่างง่าย ๆ การเปรียบเทียบระหว่างน้ำและน้ำมัน น้ำมีความหนืดต่ำ จึงไหลได้อย่างรวดเร็วและไม่ถูกขัดขวางเมื่อถูกกระทุ้งหรือเขย่า ขณะที่น้ำมันกลับมีความหนืดสูงกว่า จึงไหลช้ากว่าเมื่อเทียบกับน้ำ เพราะมันมีความต้านทานการไหลมากกว่า
การเข้าใจความหนืดและ Viscosity Measurement จึงมีความสำคัญในหลายอุตสาหกรรม เช่น การผลิตอาหาร เครื่องสำอาง หรือเคมีภัณฑ์ เพราะมันส่งผลโดยตรงต่อการควบคุมกระบวนการผลิตและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ได้
สาระน่ารู้: ทำไมต้องตรวจสอบและกำจัด น้ำและแบคทีเรีย ในน้ำมัน
ทำไม Viscosity Measurement ถึงสำคัญ
ความหนืดมีผลกระทบอย่างมากต่อกระบวนการผลิตในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมเคมี, อาหาร, และน้ำมัน การควบคุมความหนืดให้เหมาะสมช่วยให้การไหลของวัสดุต่าง ๆ ในกระบวนการผลิตเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมเคมี การควบคุมความหนืดของสารเคมีช่วยให้การผสมสารต่าง ๆ เป็นไปได้ดี ในอุตสาหกรรมอาหาร ความหนืดมีผลต่อการไหลของซอส น้ำตาล หรือเครื่องดื่ม ในขณะที่ในอุตสาหกรรมน้ำมัน ความหนืดมีผลต่อการเคลื่อนที่ของน้ำมันผ่านท่อและอุปกรณ์ต่าง ๆ
Viscosity Measurement ช่วยให้มั่นใจได้ในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เช่น การควบคุมกระบวนการผลิตและการบรรจุภัณฑ์ โดยสามารถปรับแต่งสูตรและกระบวนการผลิตให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาดและความคาดหวังของลูกค้า ตัวอย่างเช่น การผลิตครีมที่ต้องมีความหนืดที่พอเหมาะเพื่อให้มีเนื้อสัมผัสที่ดี หรือการผลิตน้ำมันที่ต้องมีความหนืดเหมาะสมเพื่อการใช้งานที่มีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ Viscosity Measurement ยังเป็นวิธีที่สำคัญในการปรับปรุงประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่าย ในกระบวนการผลิต เพราะสามารถลดของเสียจากการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือการใช้วัตถุดิบเกินความจำเป็น ช่วยเพิ่มผลผลิตและลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว
วิธีการวัดความหนืด (Viscosity Measurement)
การวัดความหนืดด้วยเครื่องมือ
Viscosity Measurement สามารถทำได้โดยใช้เครื่องมือหลายประเภทที่ออกแบบมาเพื่อวัดความต้านทานการไหลของของเหลวในสภาวะต่าง ๆ เครื่องมือที่ใช้กันทั่วไปในการวัดความหนืด ได้แก่
- Viscometer: เครื่องมือที่หมุนตัววัดความต้านทานการหมุนในของเหลว ซึ่งเหมาะสำหรับการวัดความหนืดของของเหลวที่มีลักษณะต่าง ๆ เช่น ของเหลวที่มีความหนืดสูงหรือกลาง
- Capillary Viscometer: เครื่องมือที่ใช้วัดเวลาในการไหลของของเหลวผ่านหลอดคาปิลลารี ขึ้นอยู่กับความหนืดของของเหลวที่ส่งผลต่อความเร็วในการไหล
- Falling Ball Viscometer: เครื่องมือที่ใช้ลูกบอลที่ตกลงในของเหลวเพื่อตรวจวัดความหนืด โดยการวัดเวลาที่ลูกบอลตกผ่านของเหลวจะให้ค่าความหนืด
- Dynamic Shear Rheometer (DSR): เครื่องมือที่ใช้แรงเฉือนในการทดสอบพฤติกรรมการไหลและความหนืดของวัสดุภายใต้สภาวะที่ใกล้เคียงการใช้งานจริง สามารถวิเคราะห์คุณสมบัติเชิงกลและความยืดหยุ่นของของเหลวหรือวัสดุหนืด เช่น ยางมะตอย พอลิเมอร์ และสารเคมี
เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้สามารถวัดความหนืดในหลากหลายสภาวะและให้ข้อมูลที่แม่นยำเกี่ยวกับความต้านทานการไหลของของเหลวในแต่ละกรณี
การเลือกวิธีการวัดความหนืดตามลักษณะของของเหลว
การเลือกเครื่องมือหรือวิธีการวัดความหนืดที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับลักษณะของของเหลว เช่น
- ของเหลวที่มีความหนืดสูง: หากของเหลวมักมีความหนืดสูง เช่น น้ำมันหรือกาวที่มีความหนืดสูง ควรใช้เครื่องมืออย่าง Viscometer ที่สามารถวัดความหนืดของของเหลวที่หนืดและข้นได้ดี
- ของเหลวที่มีความหนืดต่ำ: สำหรับของเหลวที่มีความหนืดต่ำ เช่น น้ำหรือน้ำผลไม้ เครื่องมือ Capillary Viscometer หรือ Falling Ball Viscometer อาจจะเหมาะสมกว่าการใช้เครื่องมือที่ต้องการความต้านทานสูง
การเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมจะช่วยให้การวัดความหนืดมีความแม่นยำและสอดคล้องกับลักษณะของของเหลวที่ต้องการทดสอบ
ประเภทของเครื่องมือ Viscosity Measurement
Kinematic Viscometer
Kinematic Viscometer คือ เครื่องมือที่ใช้ใน Viscosity Measurement ของของเหลวโดยตรง โดยใช้แรงโน้มถ่วงและค่าคงที่ของหลอด Capillary ในการคำนวณแรงต้านการไหล มักใช้ในอุตสาหกรรมและห้องปฏิบัติการเพื่อควบคุมคุณภาพและกระบวนการผลิตต่าง ๆ โดยหลักการทำงานคือการวัดแรงต้านต่อตัวเคลื่อนที่ภายในของเหลว เช่น แกนหมุนหรือตัวแทรกที่หมุนในของเหลว และแปลค่าการต้านนั้นเป็นค่าความหนืด
เครื่องมือ Viscometer เหมาะกับของเหลวหลายประเภท ตั้งแต่ของเหลวที่มีความหนืดต่ำจนถึงสูง และใช้ได้ทั้งในงานวิจัย การพัฒนา และการควบคุมคุณภาพ เช่น ในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอาง สี และเคมีภัณฑ์
แนะนำเครื่องมือ Viscometer จาก Chemical House & Lab Instrument
Dynamic Viscometer
Dynamic Viscometer คือเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณสมบัติของของเหลวอย่างครบวงจร โดยสามารถวัดได้ทั้งความหนืด (Viscosity) และความหนาแน่น (Density) ของตัวอย่างได้ในกระบวนการเดียวกัน การทำงานของเครื่องนี้ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ที่แม่นยำเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องและเชื่อถือได้
- การวัดความหนืด จะใช้หลักการของการไหลผ่านท่อ capillary ที่มีขนาดเล็ก โดยตัวอย่างจะถูกดูดเข้าท่อและไหลผ่านอย่างช้า ๆ ขณะเดียวกันเครื่องจะวัดการต้านทานที่เกิดขึ้นขณะไหลผ่าน ซึ่งการต้านทานนี้สัมพันธ์กับความหนืดของของเหลว โดยค่าความหนืดจะถูกคำนวณจากการวัดเวลาและแรงที่ใช้ในการไหลของของเหลวผ่านท่อ
- การวัดความหนาแน่น จะคำนวณจากมวลของตัวอย่างที่ถูกบรรจุในขวด (vials) และปริมาตรที่ตัวอย่างใช้ในการไหลผ่านท่อ capillary เมื่อรู้ข้อมูลเหล่านี้แล้ว เครื่องจะคำนวณค่าความหนาแน่นได้อย่างแม่นยำ
ด้วยการควบคุมอุณหภูมิที่แม่นยำในระหว่างการทดสอบ เครื่อง Dynamic Viscometer ช่วยผู้ใช้งานได้ผลลัพธ์ที่มีความแม่นยำสูงทั้งในด้านความหนืดและความหนาแน่นของของเหลว ซึ่งเหมาะสมสำหรับการทดสอบในห้องปฏิบัติการที่ต้องการความถูกต้องและเชื่อถือได้ในผลการทดสอบทุกครั้ง
แนะนำเครื่องมือ Dynamic Viscometer จาก Chemical House & Lab Instrument
Capillary Rheometer
Capillary Rheometer เป็นเครื่องมือทดสอบที่ใช้ใน Viscosity Measurement และพฤติกรรมการไหลของของเหลวภายใต้แรงเฉือนสูง (shear) โดยใช้องค์ประกอบคือหลอดคาปิลลารีของขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็ก ของเหลวจะถูกดันผ่านหลอดนี้ที่อัตราแรงดันต่าง ๆ แล้วค่าการไหลจะถูกแปลเป็นข้อมูลความหนืดและพฤติกรรมการไหล
เครื่องมือประเภทนี้มักใช้ในห้องปฏิบัติการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องรู้พฤติกรรมการไหลของของเหลวภายใต้สภาวะการใช้งานจริง เช่น การออกแบบท่อ ระบบปั๊ม หรือการประเมินสูตรของวัสดุที่มีความสลับซับซ้อน
แนะนำเครื่องมือ Capillary Rheometer จาก Chemical House & Lab Instrument
เครื่องมือทั้งสองรุ่นนี้ช่วยให้กระบวนการ Viscosity Measurement เป็นไปอย่างแม่นยำ เหมาะสมกับลักษณะของของเหลวและความต้องการใช้งานในแต่ละอุตสาหกรรม หัวใจคือการเลือกเครื่องมือให้ตรงกับชนิดของของเหลวและข้อมูลที่ต้องการวิเคราะห์ เพื่อผลลัพธ์ที่มีคุณภาพและนำไปใช้ได้จริงในกระบวนการผลิตหรือการวิจัย
Falling Ball Viscometer
Falling Ball Viscometer เป็นเครื่องมือที่ใช้ใน Viscosity Measurement โดยการปล่อยลูกบอลให้ตกลงในของเหลว จากนั้นจะวัดระยะเวลาในการที่ลูกบอลตกผ่านของเหลว การใช้วิธีนี้ในการวัดความหนืดช่วยให้เราเข้าใจความต้านทานการไหลของของเหลวได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะในของเหลวที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น ของเหลวที่มีความหนืดสูงหรือหนืดต่ำมาก
วิธีการใช้งาน
- เตรียมตัวอย่างของเหลวที่ต้องการทดสอบในหลอดที่ถูกออกแบบมาเพื่อการทดสอบนี้
- ปล่อยลูกบอลที่มีขนาดและวัสดุที่รู้ค่าไว้ให้ตกผ่านของเหลว
- วัดระยะเวลาที่ใช้ในการที่ลูกบอลตกผ่านของเหลวจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง
- นำข้อมูลที่ได้มาคำนวณหาค่าความหนืดของของเหลวตามสูตรที่กำหนด
ข้อดี
- ใช้งานง่ายและไม่ซับซ้อน: เนื่องจากวิธีการที่ใช้ในการวัดค่อนข้างตรงไปตรงมา ไม่ต้องการการตั้งค่าเครื่องมือที่ซับซ้อน
- เหมาะสำหรับของเหลวที่มีความหนืดสูง: เครื่องมือนี้มีความแม่นยำในการทดสอบความหนืดของของเหลวที่มีความหนืดสูงหรือหนืดต่ำมาก
- ค่าใช้จ่ายต่ำ: Falling Ball Viscometer เป็นเครื่องมือที่มีราคาถูกและไม่ต้องการการบำรุงรักษาที่ซับซ้อน
เครื่องมือประเภทนี้เหมาะกับการทดสอบของเหลวที่มีลักษณะเฉพาะ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องการประเมินพฤติกรรมการไหลของของเหลวที่มีความหนืดสูง หรือของเหลวที่มีการไหลช้าในสภาวะที่หลากหลาย
Dynamic Shear Rheometer (DSR)
Dynamic Shear Rheometer (DSR) คือ เครื่องมือที่ใช้สำหรับทำ Viscosity Measurement และทดสอบพฤติกรรมการไหลของวัสดุโดยอาศัยหลักการสร้างแรงเฉือน (Shear Force) ต่อวัสดุตัวอย่างในสภาวะที่ควบคุมได้ เช่น อุณหภูมิ ความถี่ในการหมุน และระดับแรงเฉือน เพื่อจำลองสภาพการใช้งานจริงที่วัสดุต้องเผชิญในกระบวนการผลิตหรือการใช้งานภาคสนาม
การทำงานของ DSR จะใช้แผ่นหรือแกนหมุนสองชิ้นหนีบวัสดุตัวอย่างไว้ตรงกลาง จากนั้นเครื่องจะสร้างการเคลื่อนไหวแบบสั่นหรือหมุนเพื่อให้เกิดแรงเฉือน และวัดการตอบสนองของวัสดุ เช่น ความต้านทานต่อการหมุนและการเปลี่ยนรูปของวัสดุ ข้อมูลที่ได้จะถูกนำไปคำนวณเป็นค่าทางรีโอโลยี (Rheological Properties) ที่สำคัญ เช่น ค่าความหนืด, ความแข็งแรงเชิงเฉือน, และความยืดหยุ่นของวัสดุ
แนะนำเครื่องมือ Dynamic Shear Rheometer จาก Chemical House & Lab Instrument: Dynamic Shear Rheometer
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการวัดความหนืด
การวัดความหนืด หรือ Viscosity Measurement ไม่ใช่เพียงแค่การใช้เครื่องมือวัดเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยหลายอย่างที่สามารถส่งผลต่อค่าที่ได้ ซึ่งต้องคำนึงถึงเมื่อทำการทดสอบความหนืดของของเหลวในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ปัจจัยหลักที่มีผลต่อการวัดความหนืด ได้แก่
- อุณหภูมิ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิสามารถทำให้ค่าความหนืดของของเหลวเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ความหนืดของของเหลวมักจะลดลง เนื่องจากอนุภาคของเหลวมีการเคลื่อนที่ได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น น้ำมันที่มีอุณหภูมิสูงจะไหลได้ง่ายกว่าที่อุณหภูมิที่ต่ำกว่า การควบคุมอุณหภูมิให้คงที่จึงเป็นสิ่งสำคัญในการทดสอบความหนืดเพื่อให้ได้ค่าที่แม่นยำ
- ความดัน ในกระบวนการผลิตหรือในขณะทดสอบความดันสามารถมีผลต่อค่าความหนืดได้ โดยเฉพาะในของเหลวที่มีความหนืดสูง หรือในกระบวนการที่ต้องใช้ความดันในการขับเคลื่อนของเหลว เช่น ในการผลิตน้ำมันหรือเคมีภัณฑ์ ความดันที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ของเหลวมีความหนืดเพิ่มขึ้นเนื่องจากความต้านทานที่สูงขึ้น
- ความเร็วในการไหล ความเร็วที่ของเหลวเคลื่อนที่ผ่านเครื่องมือวัดอาจส่งผลต่อค่าความหนืดที่ได้ในบางกรณี โดยเฉพาะในกรณีที่ของเหลวมีลักษณะเฉพาะที่ตอบสนองต่อความเร็วในการไหล เช่น ของเหลวที่มีลักษณะเป็นพลาสติก (non-Newtonian fluids) ซึ่งค่าความหนืดอาจเปลี่ยนแปลงตามความเร็วที่ของเหลวไหลผ่านเครื่องมือ การทดสอบที่ต้องคำนึงถึงความเร็วในการไหลจึงควรคำนึงถึงปัจจัยนี้เพื่อผลลัพธ์ที่ถูกต้องและแม่นยำ
การเข้าใจปัจจัยเหล่านี้และการควบคุมให้เหมาะสมในกระบวนการ Viscosity Measurement จะช่วยให้การทดสอบมีความแม่นยำและได้ผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานที่ต้องการ
ข้อดีของการวัดความหนืดอย่างสม่ำเสมอ
การวัดความหนืดอย่างสม่ำเสมอมีบทบาทสำคัญในการควบคุมและปรับปรุงกระบวนการผลิตในหลายอุตสาหกรรม นี่คือข้อดีหลัก ๆ ที่ได้รับจากการวัดความหนืดอย่างต่อเนื่อง
- ความคงที่ในกระบวนการผลิต
การวัดความหนืดอย่างสม่ำเสมอช่วยให้กระบวนการผลิตมีความคงที่ และสามารถตรวจสอบได้ทันทีเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในคุณสมบัติของของเหลว เช่น ความหนืดของน้ำมัน, สี หรือสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิต การรักษาความหนืดให้คงที่ตามที่ต้องการช่วยให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีคุณภาพสม่ำเสมอ และลดความเสี่ยงจากความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการผลิต
- การปรับแต่งกระบวนการตามความต้องการ
เมื่อมีการวัดความหนืดอย่างสม่ำเสมอ ผู้ผลิตสามารถปรับแต่งกระบวนการผลิตให้เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะได้ เช่น การปรับสูตรของวัสดุ การเพิ่มหรือลดส่วนผสมต่าง ๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด การสามารถควบคุมค่าความหนืดได้ช่วยให้การปรับเปลี่ยนกระบวนการทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำ
- การลดค่าใช้จ่ายจากข้อผิดพลาดในการผลิต
การวัดความหนืดอย่างสม่ำเสมอช่วยให้สามารถตรวจจับข้อผิดพลาดในการผลิตได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เช่น การใช้วัตถุดิบเกินความจำเป็น หรือการผลิตที่ไม่ตรงตามมาตรฐาน สิ่งนี้ช่วยลดการเสียของในกระบวนการผลิต และลดค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการผลิตที่ผิดพลาด หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน
- เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
การวัดความหนืดช่วยให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยการทำให้สามารถควบคุมและปรับปรุงกระบวนการได้ทันที ผลลัพธ์ที่ได้คือการเพิ่มผลผลิต ลดการหยุดชะงักในการผลิต และลดระยะเวลาที่ใช้ในการปรับแต่งกระบวนการ เมื่อความหนืดมีการควบคุมอย่างแม่นยำ การผลิตสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและเร็วขึ้น
การวัดความหนืดอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนในระยะยาว
สรุป
โดยสรุป เพื่อให้สามารถควบคุมคุณภาพและปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างมั่นใจ Viscosity Measurement จึงกลายเป็นสิ่งสำคัญในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงการเลือกเครื่องมือและวิธีการที่เหมาะสมจะช่วยให้กระบวนการผลิตมีความคงที่ ลดค่าใช้จ่ายจากข้อผิดพลาด และเพิ่มผลผลิตได้อย่างยั่งยืน
เพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตไปกับ Chemical House & Lab Instrument Co., Ltd. บริษัทผู้นำด้านเครื่องมือวัดและระบบตรวจวัดอุตสาหกรรมครบวงจร เราจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตั้งแต่เครื่องวิเคราะห์ ทดสอบ ตามมาตรฐาน และสำหรับงานวิจัย ไปจนถึงระบบดิจิทัลอัจฉริยะที่สามารถเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานของลูกค้าได้อย่างไร้รอยต่อ เพื่อสนับสนุนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ แม่นยำ และเชื่อถือได้ในทุกขั้นตอน
พร้อมให้บริการหลังการขายอย่างครบวงจร ทั้งการบำรุงรักษา การสอบเทียบ และการซ่อมบำรุงโดยทีมงานมืออาชีพ เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องมือของท่านจะทำงานได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะความแม่นยำคือรากฐานของความสำเร็จในทุกอุตสาหกรรม
ติดต่อสอบถามหรือขอใบเสนอราคาได้ที่
บริษัท เคมีเคิลเฮ้าส์ แอนด์ แล็บอินสทรูเม้นท์ จำกัด
Chemical House & Lab Instrument Co., Ltd.
โทร: (662) 184-4000 | Call Center: +66 (0)88 088 4399
ตัวแทนจำหน่ายเครื่องทดสอบ
Website: Chemical House & Lab Instrument Co., Ltd.
E-mail: ptsales@chemihouse.com หรือ info@chemihouse.com
Facebook : ch.chemicalhouse
| Line OA จาก QR Code ด้านล่าง








