Sort by

Rheometer

เจาะลึกโครงสร้างและพฤติกรรมการไหลของวัสดุด้วย Rheometer ระดับสูง นวัตกรรมเครื่องมือวัดระดับพรีเมียมที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์งานวิจัย พัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) และการควบคุมคุณภาพขั้นสูง ตัวเครื่องมีขีดความสามารถในการวิเคราะห์ที่ลึกซึ้งกว่าเครื่องวัดความหนืดทั่วไป โดยสามารถตรวจวัดทั้งความหนืด (Viscosity) และสมบัติความยืดหยุ่น (Viscoelasticity) ของของเหลวเชิงซ้อน สารกึ่งแข็ง และพอลิเมอร์หลอมเหลว ภายใต้แรงเฉือน อุณหภูมิ และเวลาที่กำหนดได้อย่างครบวงจร สอดคล้องตามมาตรฐานสากลชั้นนำ

เทคนิค Rheology และเครื่อง Rheometer คืออะไร?

ในอุตสาหกรรมการผลิตและวิจัย Rheology (รีโอโลยี) คือ วิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับการไหลและการเปลี่ยนรูปของสสารเมื่อถูกกระทำด้วยแรงภายนอก โดยมีเครื่องมือหลักคือ Rheometer ซึ่งเป็นอุปกรณ์วิเคราะห์ขั้นสูงที่ไม่ได้วัดเพียงแค่ความข้นเหนียวคงที่ แต่จะทำหน้าที่ตรวจวัดพฤติกรรมแบบไดนามิกจำลองสถานการณ์จริง เช่น การไหลของครีมขณะถูกทาบนผิว, การแข็งตัวของกาว, หรือการไหลของพลาสติกหลอมในแม่พิมพ์

ระบบขับเคลื่อนมอเตอร์ความละเอียดสูงและเซนเซอร์ตรวจจับแรงบิด (Torque Sensor) อันทรงประสิทธิภาพของเครื่องรีโอมิเตอร์ ช่วยให้สามารถแจกแจงค่าความเค้นเฉือน (Shear Stress), อัตราเฉือน (Shear Rate) รวมถึงพฤติกรรมการคืนตัวและการคืนรูปทางโครงสร้างได้อย่างแม่นยำ

การเลือกเครื่อง Rheometer ให้เหมาะกับงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์

การเลือกโครงสร้างและประเภทของรีโอมิเตอร์ให้ครอบคลุมประเภทของสารและรูปแบบการทดสอบ ควรพิจารณาจากพารามิเตอร์สำคัญเหล่านี้:

  • รูปแบบการทดสอบ (Rotational vs. Capillary):

    • Rotational Rheometer (แบบหมุน): ใช้ระบบแกนหมุนหรือจานวัด (เช่น Cone and Plate, Parallel Plate) เหมาะสำหรับวิเคราะห์เจล, ครีมเครื่องสำอาง, อาหาร, สี และสารละลายพอลิเมอร์ โดยสามารถทดสอบได้ทั้งโหมดหมุนต่อเนื่อง (Rotational) และโหมดแกว่งไปกลับ (Oscillation)

    • Capillary Rheometer (แบบรูแคบ): เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมพลาสติกคอมพาวด์และยางหลอมเหลวที่ต้องการจำลองการขึ้นรูปด้วยความดันและอัตราเฉือนที่สูงมาก ๆ

  • ช่วงแรงบิดและอุณหภูมิ (Torque & Temperature Range): เครื่องมือต้องมีช่วงการวัดแรงบิดต่ำสุดที่ไวพอในการวัดสารเหลวบาง และมีแรงบิดสูงสุดที่มากพอสำหรับสารข้นหนืด รวมถึงต้องมีระบบควบคุมอุณหภูมิที่เสถียร (เช่น ระบบ Peltier หรือเตาความร้อน) เนื่องจากอุณหภูมิมีผลโดยตรงต่อการจัดเรียงโครงสร้างของสาร

  • การทดสอบสมบัติความยืดหยุ่น (Viscoelastic properties): สำหรับงาน R&D ขั้นสูง ตัวเครื่องต้องรองรับการทดสอบในโหมด Oscillation (Dynamic Testing) เพื่อแยกแยะความสามารถในการเก็บพลังงานยืดหยุ่น (Storage Modulus) และความสามารถในการสูญเสียพลังงานจากการไหล (Loss Modulus) ซึ่งใช้บอกความคงตัวทางกายภาพและความรู้สึกสัมผัสของผลิตภัณฑ์ได้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Rheometer (FAQ)

Q: เครื่อง Rheometer แตกต่างจากเครื่องวัดความหนืด (Viscometer) ทั่วไปอย่างไร?

A: เครื่องวัดความหนืดทั่วไปจะวัดค่าความต้านทานการไหลออกมาเป็นค่าเดี่ยว (Single Point) ที่ความเร็วรอบที่กำหนด เหมาะกับงาน QC รูทีนเบื้องต้น แต่ Rheometer สามารถปรับเปลี่ยนและจำลองแรงเฉือนได้แบบไล่ระดับอย่างต่อเนื่อง ทำให้เห็นพฤติกรรมการไหลในทุกช่วงความเร็ว และที่สำคัญคือเครื่องรีโอมิเตอร์สามารถวัดค่าความยืดหยุ่น (Elasticity) ของโครงสร้างสารเคมี ซึ่งเครื่องวัดความหนืดทั่วไปไม่สามารถทำได้

Q: ค่า Storage Modulus และ Loss Modulus บ่งบอกอะไรในตัวผลิตภัณฑ์?

A: ค่า Storage Modulus บ่งบอกถึงความเป็นของแข็งหรือความยืดหยุ่น (Elastic behavior) ส่วนค่า Loss Modulus บ่งบอกถึงความเป็นของเหลวหรือพฤติกรรมการไหล (Viscous behavior) ตัวอย่างเช่น ในเนื้อเจลหรือครีมทาผิวที่ดี ค่า Storage Modulus ควรจะสูงกว่า Loss Modulus ในสภาวะตั้งทิ้งเพื่อแสดงว่าเนื้อสารจะคงรูปไม่เยิ้มเหลวแยกชั้น แต่เมื่อถูกลูบทา (เกิดแรงเฉือน) โครงสร้างจะเปลี่ยนเพื่อให้เกลี่ยง่าย

Q: ของเหลวประเภทใดบ้างที่จำเป็นต้องใช้เครื่องรีโอมิเตอร์ในการวิเคราะห์?

A: เหมาะสำหรับของเหลวเชิงซ้อน (Complex Fluids) และสารกึ่งแข็งทุกประเภทที่มีพฤติกรรมแบบ Non-Newtonian (ความหนืดเปลี่ยนไปตามแรงกระทำและเวลา) เช่น ผลิตภัณฑ์ยาพ่น, ครีมเครื่องสำอาง, เจลแต่งผม, ซอสอาหาร, ยาทาเล็บ, น้ำหมึกพิมพ์, ตลอดจนน้ำมันหล่อลื่นอุตสาหกรรมและพลาสติกเหลวหลอมโมลด์

ติดต่อเรา

Scroll to Top
CH logo (original) ,Testing Equipment, เครื่องมือวัด,Chemical House

quotation

    [country_auto* country]

    โทร Line Email
    ติดต่อเรา