ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติกต้องเผชิญกับแรงกระแทกได้ในหลายขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการผลิต การบรรจุสินค้า การจัดเก็บ ไปจนถึงการขนส่ง หากวัสดุมีความทนทานไม่เพียงพอ อาจเกิดการฉีกขาดหรือทะลุจนส่งผลต่อคุณภาพของสินค้าได้ เครื่องทดสอบ Falling Dart Impact จึงเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ประเมินความสามารถของฟิล์มพลาสติกในการต้านทานแรงกระแทกจากวัตถุที่ตกอย่างอิสระ ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถตรวจสอบและเลือกใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับการใช้งานจริงได้
เครื่องทดสอบ Falling Dart Impact คืออะไร?
เครื่องทดสอบ Falling Dart Impact Tester คือ เครื่องมือสำหรับทดสอบความต้านทานต่อแรงกระแทกของฟิล์มและแผ่นพลาสติก โดยจำลองสถานการณ์ที่วัสดุได้รับแรงกระแทกจากวัตถุซึ่งตกลงมาอย่างอิสระจากความสูงที่กำหนด เพื่อประเมินว่าฟิล์มหรือวัสดุสามารถรับแรงได้มากเพียงใดก่อนเกิดการฉีกขาด แตก หรือทะลุ
หลักการทดสอบจะใช้หัวกระแทกหรือหัวตุ้มที่มีน้ำหนักกำหนด ปล่อยให้ตกลงบนชิ้นทดสอบภายใต้เงื่อนไขที่ควบคุมไว้ จากนั้นจึงพิจารณาผลของแรงกระแทกที่เกิดขึ้น ข้อมูลที่ได้ช่วยให้ผู้ผลิตเปรียบเทียบคุณสมบัติของวัสดุ ควบคุมคุณภาพการผลิต และเลือกฟิล์มให้เหมาะกับการใช้งานจริง เช่น ถุงบรรจุสินค้า ฟิล์มห่อ หรือบรรจุภัณฑ์ที่ต้องเผชิญกับแรงกระแทกระหว่างการขนส่ง
สำหรับมาตรฐาน ASTM D1709 ผลการทดสอบจะพิจารณาจากมวลของหัวกระแทกที่ทำให้ชิ้นทดสอบเกิดความเสียหายประมาณ 50% ของจำนวนตัวอย่างที่ทดสอบ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ค่านี้จึงใช้เป็นตัวชี้วัดหนึ่งในการเปรียบเทียบความทนทานต่อแรงกระแทกของฟิล์มพลาสติกแต่ละชนิด
การทดสอบฟิล์มประเภทต่าง ๆ: Film Packaging Testing Instrument ต้องทดสอบอะไรบ้าง
หลักการทำงานของเครื่อง Falling Dart Impact
หลักการทำงานของเครื่อง Falling Dart Impact คือ การจำลองแรงกระแทกที่เกิดจากวัตถุตกลงบนฟิล์มหรือแผ่นพลาสติกภายใต้เงื่อนไขที่ควบคุมไว้ โดยเริ่มจากการเตรียมและยึดตัวอย่างให้แน่น กำหนดน้ำหนักของหัวกระแทก จากนั้นปล่อยหัว Dart จากความสูงที่กำหนดให้ตกลงบริเวณกึ่งกลางของชิ้นงาน ก่อนตรวจสอบและบันทึกผลว่าตัวอย่างเกิดการแตก ฉีก หรือทะลุหรือไม่
การยึดชิ้นงานบนชุดจับตัวอย่าง
ขั้นตอนแรกคือการเตรียมตัวอย่างฟิล์มให้มีขนาดตามวิธีทดสอบที่กำหนด จากนั้นวางชิ้นงานบนชุดจับตัวอย่างให้เรียบ ตึงพอเหมาะ และไม่มีรอยย่น เพราะความไม่สม่ำเสมอของผิวฟิล์มอาจส่งผลต่อผลการทดสอบได้
เมื่อจัดตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว จะใช้ชุดแคลมป์ยึดฟิล์มให้แน่นเพื่อป้องกันการเลื่อนหรือเคลื่อนตัวขณะที่หัวกระแทกตกลงมา ทำให้แรงกระแทกถูกส่งไปยังตัวอย่างภายใต้เงื่อนไขที่สม่ำเสมอมากที่สุด
การกำหนดน้ำหนักของหัวกระแทก
ผู้ทดสอบจะเลือกขนาดของหัว Dart และกำหนดน้ำหนักให้เหมาะสมกับประเภทและความแข็งแรงของวัสดุ โดยอาจเริ่มจากน้ำหนักที่คาดว่าจะทำให้ตัวอย่างมีโอกาสเสียหายใกล้เคียงกับช่วงที่ต้องการวัด
หลังจากทดสอบแต่ละครั้ง สามารถเพิ่มหรือลดน้ำหนักของหัวกระแทกตามผลที่เกิดขึ้น เช่น หากตัวอย่างไม่เสียหาย อาจเพิ่มน้ำหนักในการทดสอบครั้งถัดไป แต่หากตัวอย่างแตกหรือทะลุ อาจลดน้ำหนักลง ทั้งนี้ต้องควบคุมตัวแปรอื่น เช่น น้ำหนักที่เพิ่ม หรือลดเป็นน้ำหนักที่เท่ากัน ความสูงในการปล่อยและการติดตั้งชิ้นงาน ให้เหมือนกันตลอดการทดสอบ
การปล่อยหัว Dart ลงบนชิ้นงาน
เมื่อเตรียมตัวอย่างและกำหนดน้ำหนักเรียบร้อยแล้ว หัว Dart จะถูกปล่อยจากระดับความสูงตามเงื่อนไขของมาตรฐานให้ตกลงอย่างอิสระ โดยตำแหน่งกระแทกควรอยู่บริเวณกึ่งกลางของตัวอย่างเพื่อให้ผลการทดสอบมีความสม่ำเสมอ
หลังการกระแทก ผู้ทดสอบจะตรวจสอบว่าฟิล์มแตก ฉีก หรือทะลุ หรือยังคงสภาพอยู่ จากนั้นจึงบันทึกผลของตัวอย่างแต่ละชิ้นเพื่อนำไปวิเคราะห์และคำนวณค่าความต้านทานต่อแรงกระแทกของวัสดุต่อไป
Method A และ Method B แตกต่างกันอย่างไร?
การทดสอบ Falling Dart Impact ตามมาตรฐาน ASTM D1709 แบ่งออกเป็น Method A และ Method B โดยทั้งสองวิธีใช้หลักการปล่อยหัว Dart ให้ตกกระแทกตัวอย่างฟิล์มเหมือนกัน แต่แตกต่างกันในด้าน ขนาดของหัวกระแทก ความสูงในการปล่อย และช่วงความต้านทานแรงกระแทกของวัสดุที่เหมาะสม จึงควรเลือกวิธีให้สอดคล้องกับคุณสมบัติของฟิล์มที่ต้องการทดสอบ
Falling Dart Impact Method A
Method A ใช้หัว Dart ทรงครึ่งวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 38.1 ± 0.13 มิลลิเมตร และปล่อยหัวกระแทกจากความสูงประมาณ 0.660 ± 0.01 เมตร
วิธีนี้เหมาะกับฟิล์มที่ต้องใช้มวลกระแทกในช่วงต่ำถึงปานกลาง จึงพบได้บ่อยในการควบคุมคุณภาพของฟิล์มพลาสติกทั่วไป ทั้งในกระบวนการผลิตและการตรวจสอบคุณสมบัติก่อนนำไปใช้งาน
Falling Dart Impact Method B
Method B ใช้หัว Dart ทรงครึ่งวงกลมที่มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 50.80 ± 0.13 มิลลิเมตร และปล่อยจากความสูงประมาณ 1.52 ± 0.03 เมตร ตามเงื่อนไขของ ASTM D1709
ด้วยความสูงในการปล่อยและขนาดหัวกระแทกที่มากกว่า Method A วิธีนี้จึงเหมาะสำหรับวัสดุที่มีความต้านทานต่อแรงกระแทกสูงกว่า อย่างไรก็ตาม การติดตั้งเครื่องมือจำเป็นต้องมีพื้นที่รองรับความสูงในการปล่อยหัว Dart มากขึ้นด้วย
โดยสรุป Method A เหมาะกับฟิล์มทั่วไปที่มีความต้านทานแรงกระแทกในระดับต่ำถึงปานกลาง ส่วน Method B เหมาะกับฟิล์มหรือวัสดุที่มีความแข็งแรงและต้านทานแรงกระแทกสูงกว่า การเลือกวิธีทดสอบที่เหมาะสมจะช่วยให้ผลที่ได้สะท้อนคุณสมบัติของวัสดุได้แม่นยำมากขึ้น
แนะนำเครื่อง Falling Dart Impact จาก Chemical House & Lab Instrument: Dart Drop Impact Tester
ข้อควรระวังในการใช้งานเครื่อง Falling Dart Impact
การใช้งานเครื่อง Falling Dart Impact ต้องให้ความสำคัญทั้งด้านความปลอดภัยและความสม่ำเสมอของเงื่อนไขการทดสอบ เพราะความคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของผลทดสอบได้ โดยมีข้อควรระวังสำคัญดังนี้
- ตรวจสอบการล็อกหัว Dart และตุ้มน้ำหนักก่อนเริ่มทดสอบ เพื่อป้องกันการหลุดหรือเคลื่อนตัวระหว่างการปล่อย ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายและทำให้ผลการทดสอบคลาดเคลื่อน
- ไม่วางมือหรือส่วนใดของร่างกายไว้ใต้พื้นที่ปล่อยหัวกระแทก โดยควรรอให้หัว Dart หยุดเคลื่อนที่อย่างสมบูรณ์ก่อนนำชิ้นงานออกหรือปรับอุปกรณ์
- ใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลตามข้อกำหนดของห้องปฏิบัติการ เช่น แว่นตานิรภัยหรือรองเท้านิรภัย โดยเฉพาะเมื่อต้องทดสอบด้วยมวลกระแทกที่สูง
- ตรวจสอบสภาพหัว Dart และชุดจับตัวอย่างเป็นประจำ หัวกระแทกควรไม่มีรอยบิ่น การเสียรูป หรือความเสียหายที่อาจเปลี่ยนลักษณะของแรงกระแทก ขณะที่ชุดแคลมป์ต้องสามารถยึดชิ้นงานได้อย่างสม่ำเสมอ
- ไม่ควรนำผลจากต่าง Method หรือต่างเงื่อนไขมาเปรียบเทียบกันโดยตรง เช่น ผลจาก Method A กับ Method B เนื่องจากขนาดหัว Dart ความสูงในการปล่อย และช่วงมวลที่ใช้แตกต่างกัน
- สอบเทียบและบำรุงรักษาเครื่องตามระยะเวลาที่กำหนด รวมถึงตรวจสอบระบบปล่อยหัวกระแทก ระดับความสูง และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การทดสอบมีความเที่ยงตรงและสามารถทำซ้ำได้
การควบคุมขั้นตอนเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสี่ยงในการใช้งาน และทำให้ผลการทดสอบสามารถนำไปใช้ในการควบคุมคุณภาพหรือเปรียบเทียบวัสดุได้อย่างน่าเชื่อถือมากขึ้น
การนำเครื่องทดสอบ Falling Dart Impact ไปใช้ในอุตสาหกรรม
เครื่อง Falling Dart Impact Tester สามารถนำไปใช้ได้ในหลายอุตสาหกรรมที่ใช้ฟิล์มพลาสติกเป็นส่วนหนึ่งของบรรจุภัณฑ์หรือผลิตภัณฑ์ โดยช่วยประเมินว่าวัสดุมีความทนทานต่อแรงกระแทกเพียงพอกับการใช้งานจริงหรือไม่ รวมถึงใช้เป็นข้อมูลในการควบคุมคุณภาพและพัฒนาสูตรวัสดุให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหาร
ในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่อง Falling Dart Impact ใช้ประเมินความแข็งแรงของฟิล์มสำหรับถุงอาหารแช่แข็ง บรรจุภัณฑ์สินค้าแห้ง และถุงบรรจุอาหารประเภทต่าง ๆ ซึ่งอาจได้รับแรงกระแทกระหว่างกระบวนการบรรจุ การเรียงสินค้า การจัดเก็บ หรือการขนส่ง
การทดสอบช่วยให้ผู้ผลิตตรวจสอบได้ว่าฟิล์มมีความเหนียวและทนต่อการแตกหรือทะลุเพียงพอ ลดความเสี่ยงที่บรรจุภัณฑ์จะเสียหายจนกระทบต่อสินค้าภายใน
บรรจุภัณฑ์สินค้าอุตสาหกรรม
สำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ใช้กับสินค้าน้ำหนักมาก เช่น เม็ดพลาสติก ปุ๋ย วัตถุดิบชนิดผง หรือชิ้นส่วนอุตสาหกรรม ความสามารถในการรับแรงกระแทกถือเป็นคุณสมบัติสำคัญ เพราะถุงอาจต้องรับทั้งน้ำหนักสินค้า แรงกระแทกจากการเคลื่อนย้าย และแรงที่เกิดจากการตกหล่น
การทดสอบ Falling Dart Impact จึงช่วยประเมินความเหมาะสมของฟิล์มก่อนนำไปผลิตเป็นถุงจริง และช่วยลดความเสี่ยงจากการแตกของบรรจุภัณฑ์ระหว่างการใช้งาน
ฟิล์มเกษตร
ฟิล์มที่ใช้ในงานเกษตร เช่น ฟิล์มคลุมดินและฟิล์มโรงเรือน อาจได้รับแรงกระแทกจากเครื่องมือ อุปกรณ์ เศษหิน กิ่งไม้ หรือวัสดุอื่น ๆ ระหว่างการติดตั้งและใช้งาน
การทดสอบแรงกระแทกช่วยให้ผู้ผลิตประเมินว่าฟิล์มมีความเหนียวและทนทานเพียงพอต่อสภาพการใช้งานหรือไม่ โดยสามารถนำผลไปใช้ในการเลือกสูตรวัสดุหรือปรับคุณสมบัติของฟิล์มให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมมากขึ้น
การพัฒนาฟิล์มน้ำหนักเบา
หนึ่งในแนวทางพัฒนาบรรจุภัณฑ์คือการลดความหนาของฟิล์มโดยยังคงสมรรถนะที่ต้องการไว้ ซึ่งช่วยลดการใช้วัตถุดิบและน้ำหนักของบรรจุภัณฑ์
Falling Dart Impact Tester สามารถใช้เปรียบเทียบฟิล์มที่มีความหนาหรือสูตรวัสดุต่างกัน เพื่อดูว่าหลังจากลดความหนาแล้ว ฟิล์มยังสามารถรับแรงกระแทกได้ตามข้อกำหนดหรือไม่ ทำให้การลดปริมาณวัสดุมีข้อมูลการทดสอบรองรับ ไม่ได้พิจารณาจากความบางของฟิล์มเพียงอย่างเดียว
สาระน่ารู้: วัดความหนาของพลาสติก ด้วย Film Thickness Measurement
การควบคุมคุณภาพวัตถุดิบรีไซเคิล
เมื่อมีการนำวัสดุรีไซเคิลมาใช้ในการผลิตฟิล์ม สัดส่วนของวัสดุรีไซเคิล คุณภาพของวัตถุดิบ สิ่งปนเปื้อน และการเสื่อมสภาพของพอลิเมอร์ อาจส่งผลต่อความเหนียวและความสามารถในการต้านทานแรงกระแทกของฟิล์ม
การทดสอบ Falling Dart Impact จึงสามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการควบคุมคุณภาพ เพื่อเปรียบเทียบวัตถุดิบแต่ละล็อต ตรวจสอบผลจากการปรับสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล และยืนยันว่าฟิล์มที่ผลิตออกมายังคงมีสมรรถนะอยู่ในระดับที่กำหนด
สรุป
สรุปสั้น ๆ เครื่อง Falling Dart Impact เป็นเครื่องทดสอบพลาสติกฟิล์มสำหรับประเมินความต้านทานต่อแรงกระแทกของฟิล์มพลาสติก ช่วยให้ผู้ผลิตตรวจสอบคุณภาพ เปรียบเทียบวัสดุ และพัฒนาสูตรฟิล์มให้เหมาะกับการใช้งานจริงมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงที่บรรจุภัณฑ์จะแตก ฉีก หรือทะลุระหว่างการผลิตและขนส่ง
ก้าวสู่การควบคุมคุณภาพบรรจุภัณฑ์อย่างมืออาชีพด้วยเครื่อง Falling Dart Impact จาก Chemical House & Lab Instrument Co., Ltd. บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องมือวัดอุตสาหกรรมที่เข้าใจความต้องการเฉพาะของแต่ละภาคการผลิต เราพัฒนาและจัดจำหน่ายเครื่องมือวัดครบวงจร ตั้งแต่เกจวัดมาตรฐานไปจนถึงระบบดิจิทัลขั้นสูง ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบของท่านได้อย่างราบรื่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดความสูญเสียในกระบวนการผลิต
นอกจากนี้ เรายังให้บริการหลังการขายอย่างครบวงจร ทั้งการบำรุงรักษา การสอบเทียบ และการซ่อมบำรุงโดยทีมงานมืออาชีพ เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องมือของท่านจะทำงานได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะความแม่นยำคือรากฐานของความสำเร็จในทุกอุตสาหกรรม
ติดต่อสอบถามหรือขอใบเสนอราคาได้ที่
บริษัท เคมีเคิลเฮ้าส์ แอนด์ แล็บอินสทรูเม้นท์ จำกัด
Chemical House & Lab Instrument Co., Ltd.
โทร: (662) 184-4000 | Call Center: +66 (0)88 088 4399
ตัวแทนจำหน่ายเครื่องทดสอบ
Website: Chemical House & Lab Instrument Co., Ltd.
E-mail: ppsales@chemihouse.com หรือ info@chemihouse.com
Facebook : ch.chemicalhouse
| Line OA จาก QR Code ด้านล่าง


