ลอนลูกฟูกเป็นโครงสร้างสำคัญของบรรจุภัณฑ์กระดาษ ไม่ได้มีหน้าที่เพียงเพิ่มความหนาให้กล่องเท่านั้น แต่ยังถูกออกแบบมาเพื่อช่วยกระจายแรง รับน้ำหนัก และลดความเสียหายจากแรงกระแทกระหว่างการจัดเก็บและขนส่ง โดยความแข็งแรงของลอนลูกฟูกขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งรูปทรงและขนาดของลอน คุณสมบัติของเส้นใยกระดาษ สารยึดประสาน รวมถึงสภาพแวดล้อม เช่น ความชื้นและอุณหภูมิ ดังนั้น การเข้าใจว่าลอนลูกฟูกมีกี่ประเภทและแต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร จึงช่วยให้เลือกใช้บรรจุภัณฑ์ได้เหมาะสมกับสินค้าและลักษณะการใช้งานมากขึ้น
ลอนลูกฟูกคืออะไร และมีโครงสร้างอย่างไร?
ลอนลูกฟูก คือ โครงสร้างกระดาษที่ประกอบด้วยกระดาษผิวเรียบและกระดาษที่ขึ้นรูปเป็นลอน นำมายึดติดกันเป็นแผ่น เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและช่วยรองรับแรงกด แรงกระแทก รวมถึงน้ำหนักของสินค้าระหว่างการจัดเก็บและขนส่ง โดยองค์ประกอบหลักของแผ่นกระดาษลูกฟูกมี 3 ส่วน ได้แก่
- กระดาษผิวหน้า หรือ Liner เป็นกระดาษแผ่นเรียบที่อยู่ด้านนอกหรือคั่นระหว่างชั้นลอน ทำหน้าที่ช่วยรับแรง เพิ่มความแข็งแรงของแผ่น และเป็นพื้นผิวสำหรับการพิมพ์ข้อความ โลโก้ หรือกราฟิกบนบรรจุภัณฑ์
- กระดาษทำลอน หรือ Fluting Medium เป็นกระดาษที่ผ่านการขึ้นรูปให้มีลักษณะเป็นคลื่นหรือลอน ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักในการรองรับแรงกด ช่วยกระจายแรง และลดแรงกระแทกที่อาจส่งผ่านไปยังสินค้าภายใน
- ชั้นกาว ใช้ยึดกระดาษ Liner และ Fluting Medium ให้ติดกันเป็นโครงสร้างเดียว ความสม่ำเสมอและคุณภาพของการยึดติดมีผลโดยตรงต่อความแข็งแรงและความคงรูปของแผ่นกระดาษลูกฟูก
เมื่อองค์ประกอบทั้งสามส่วนทำงานร่วมกัน แผ่นลูกฟูกจึงสามารถให้ความแข็งแรงได้มากกว่ากระดาษแผ่นเรียบที่มีน้ำหนักใกล้เคียงกัน และยังสามารถออกแบบจำนวนชั้นหรือประเภทของลอนให้เหมาะกับน้ำหนักสินค้าและรูปแบบการขนส่งได้อีกด้วย
ลอนลูกฟูกมีกี่ประเภท?
ลอนลูกฟูกที่นิยมใช้ในงานบรรจุภัณฑ์มีหลายประเภท โดยแบ่งตามความสูงของลอน ความถี่ของลอน และความหนาของแผ่นกระดาษลูกฟูก ซึ่งแต่ละแบบจะให้คุณสมบัติด้านการรับแรง การกันกระแทก และความเรียบของพื้นผิวแตกต่างกัน จึงควรเลือกให้เหมาะกับน้ำหนักสินค้า รูปแบบการขนส่ง และความต้องการด้านงานพิมพ์
ลอน A
ลอน A เป็นลอนที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่และมีความสูงมาก จึงมีช่องอากาศภายในโครงสร้างมาก ช่วยดูดซับแรงกระแทกและรองรับแรงกดในแนวตั้งได้ดี เหมาะกับสินค้าที่ต้องการการปกป้องสูงระหว่างการขนส่ง หรือสินค้าที่มีความเปราะบาง
อย่างไรก็ตาม ด้วยความหนาของลอนที่มากกว่าลอนประเภทอื่น จึงใช้พื้นที่ในการจัดเก็บมากกว่า และพื้นผิวอาจไม่เรียบเท่าลอนขนาดเล็ก ทำให้ไม่เหมาะกับงานพิมพ์ที่ต้องการรายละเอียดสูงมากนัก
ลอน B
ลอน B มีขนาดเล็กและถี่กว่าลอน A ทำให้แผ่นกระดาษมีความแข็งแรงต่อแรงกดจากด้านข้างและทนต่อการยุบตัวได้ดี อีกทั้งพื้นผิวยังค่อนข้างเรียบ จึงสามารถรองรับงานพิมพ์และงานไดคัทได้ดี
ลอนชนิดนี้นิยมใช้กับกล่องสินค้าอุปโภคบริโภค กล่องไดคัท กล่องบรรจุสินค้าในร้านค้าปลีก รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่ต้องการทั้งความแข็งแรงและภาพลักษณ์ที่เรียบร้อย
ลอน C
ลอน C มีขนาดอยู่ระหว่างลอน A และลอน B จึงให้คุณสมบัติที่ค่อนข้างสมดุล ทั้งในด้านการรับแรงกด การรองรับน้ำหนัก และการลดแรงกระแทก
ด้วยความยืดหยุ่นในการใช้งาน ลอน C จึงเป็นหนึ่งในประเภทที่นิยมใช้ผลิตกล่องขนส่งทั่วไป สามารถรองรับสินค้าได้หลากหลาย ตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภคไปจนถึงสินค้าที่ต้องผ่านการขนส่งและการวางซ้อนหลายชั้น
ลอน E
ลอน E เป็นลอนขนาดเล็กและบาง มีจำนวนลอนต่อพื้นที่มาก ทำให้พื้นผิวของแผ่นกระดาษค่อนข้างเรียบ เหมาะกับงานพิมพ์ที่ต้องการความละเอียดและบรรจุภัณฑ์ที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของสินค้า
ความบางของแผ่นยังช่วยประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บและขนส่ง จึงนิยมใช้กับกล่องเครื่องสำอาง อาหาร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และบรรจุภัณฑ์สำหรับวางจำหน่ายหน้าร้านที่ต้องการทั้งความแข็งแรงและความสวยงาม
ลอน G
ลอน G มีขนาดเล็กและบางกว่าลอน E ให้พื้นผิวที่เรียบและมีลักษณะใกล้เคียงกระดาษแข็งมากขึ้น จึงเหมาะกับบรรจุภัณฑ์ที่ต้องการงานพิมพ์ละเอียดและภาพลักษณ์พรีเมียม
โดยทั่วไปนิยมใช้กับกล่องสินค้าขนาดเล็ก เช่น เครื่องสำอาง ของขวัญ สินค้าพรีเมียม หรือบรรจุภัณฑ์ขายปลีกที่ต้องการลดความหนาของกล่อง แต่ยังคงคุณสมบัติในการช่วยปกป้อง
ความแข็งแรงของลอนลูกฟูก
ความแข็งแรงของลอนลูกฟูกไม่ได้ขึ้นอยู่กับความหนาของกระดาษเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันของรูปทรงลอน คุณภาพของเส้นใย ความหนาของกระดาษ จำนวนชั้น และการยึดติดระหว่างชั้นต่าง ๆ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการปกป้องสินค้าระหว่างการจัดเก็บและขนส่ง
ความสามารถในการรับแรงกด
ลอนลูกฟูกช่วยต้านทานแรงกดจากด้านบน โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องวางกล่องซ้อนกันหลายชั้นในคลังสินค้าหรือระหว่างการขนส่ง โครงสร้างลอนจะทำหน้าที่คล้ายเสาค้ำขนาดเล็ก ช่วยกระจายแรงลงไปทั่วแผ่นและลดโอกาสที่กล่องลูกฟูกจะยุบตัว
ความสามารถในการรับแรงกดจึงเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับสินค้าที่มีน้ำหนักมาก หรือสินค้าที่ต้องจัดเรียงซ้อนกันเป็นเวลานาน
ความสามารถในการต้านทานแรงกระแทก
ช่องอากาศภายในโครงสร้างลอนมีส่วนช่วยดูดซับและกระจายพลังงานจากแรงกระแทก เช่น การตกหล่น การชน หรือแรงสั่นสะเทือนระหว่างการขนส่ง แทนที่แรงทั้งหมดจะส่งตรงไปยังสินค้าภายใน
โดยทั่วไป ลอนที่มีความสูงมากจะมีพื้นที่สำหรับรองรับและกระจายแรงได้มากขึ้น จึงเหมาะกับสินค้าที่ต้องการการป้องกันจากแรงกระแทกเป็นพิเศษ
ความแข็งแรงต่อการเจาะและการฉีกขาด
ความสามารถในการต้านทานการเจาะและการฉีกขาดขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยเฉพาะความหนาแน่นและคุณภาพของเส้นใยกระดาษ ความหนาของกระดาษ และจำนวนชั้นของแผ่นลูกฟูก ยิ่งใช้กระดาษที่มีโครงสร้างเส้นใยแข็งแรงและมีจำนวนชั้นเหมาะสม ก็ยิ่งช่วยลดความเสียหายจากวัตถุแหลมคม การเสียดสี หรือแรงดึงระหว่างการขนย้ายได้ดีขึ้น
ดังนั้น สินค้าที่มีน้ำหนักมาก มีขอบแหลม หรือมีโอกาสเคลื่อนตัวภายในกล่อง ควรพิจารณาคุณสมบัตินี้ร่วมด้วยเมื่อต้องเลือกประเภทของกระดาษลูกฟูก
ความคงรูปของกล่องบรรจุภัณฑ์
ลอนลูกฟูกที่มีความแข็งแรงเหมาะสมจะช่วยให้กล่องสามารถรักษารูปทรงได้ดี ไม่บิดเบี้ยว โป่ง หรือยุบตัวง่ายเมื่อได้รับแรงจากหลายทิศทาง ทั้งแรงกดจากด้านบน แรงบีบจากด้านข้าง และแรงกระแทกระหว่างการขนส่ง
ความคงรูปของกล่องไม่เพียงช่วยปกป้องสินค้า แต่ยังช่วยให้การวางซ้อน การจัดเรียงบนพาเลต และการขนส่งทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความเสี่ยงที่กล่องจะเสียรูปจนกระทบต่อสินค้าภายใน
วิธีเลือกประเภทลอนลูกฟูกให้เหมาะกับการใช้งาน
การเลือกลอนลูกฟูกควรพิจารณาจากลักษณะสินค้าและสภาพการใช้งานจริง ไม่ควรดูเฉพาะความหนาของกล่อง เพราะลอนแต่ละประเภทมีความสามารถในการรับแรง กันกระแทก และรองรับงานพิมพ์แตกต่างกัน การเลือกโครงสร้างที่เหมาะสมจึงช่วยทั้งปกป้องสินค้าและควบคุมต้นทุนบรรจุภัณฑ์ได้ดีขึ้น
พิจารณาน้ำหนักและขนาดของสินค้า
- สินค้าน้ำหนักเบาอาจใช้ลอน E, B หรือ C
- สินค้าน้ำหนักมากควรใช้กระดาษ 5 ชั้นหรือลอนผสม
- ขนาดกล่องมีผลต่อการยุบตัวและการรับน้ำหนัก
พิจารณาความเปราะบางของสินค้า
- สินค้าแตกง่ายควรเลือกลอนที่ดูดซับแรงกระแทกได้ดี
- อาจใช้วัสดุกันกระแทกเสริมภายในกล่อง
- ไม่ควรพิจารณาเฉพาะความหนาของกระดาษ
พิจารณารูปแบบการขนส่ง
- การขนส่งระยะไกลต้องรับแรงกระแทกและความชื้นมากขึ้น
- การวางซ้อนบนพาเลตต้องคำนึงถึงแรงกดทับ
- สินค้าส่งออกอาจต้องใช้โครงสร้างที่แข็งแรงเป็นพิเศษ
พิจารณาคุณภาพงานพิมพ์
- กล่องขายปลีกควรเลือกลอนขนาดเล็ก เช่น E หรือ F
- พื้นผิวที่เรียบช่วยให้งานพิมพ์และสีมีความคมชัด
- กล่องขนส่งทั่วไปอาจให้ความสำคัญกับความแข็งแรงมากกว่า
พิจารณาต้นทุนรวม
- เปรียบเทียบราคากระดาษกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
- กล่องที่หนาเกินความจำเป็นอาจเพิ่มค่าขนส่ง
- ควรเลือกโครงสร้างที่เหมาะสม ไม่ใช่เลือกแบบที่หนาที่สุดเสมอไป
วิธีทดสอบความแข็งแรงของลอนลูกฟูก
การประเมินว่ากระดาษลูกฟูกเหมาะกับการใช้งาน หรือมีโอกาสเกิดปัญหากล่องแตกหรือไม่ ไม่ควรพิจารณาจากความหนาหรือชนิดของลอนเพียงอย่างเดียว แต่ควรอาศัยการทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพร่วมด้วย เพื่อให้ทราบว่าแผ่นกระดาษและกล่องสำเร็จรูปสามารถรับแรงที่อาจเกิดขึ้นจริงระหว่างการจัดเก็บและขนส่งได้มากน้อยเพียงใด โดยการทดสอบที่ใช้กันทั่วไปมีดังนี้
การทดสอบแรงกดตามแนวขอบ หรือ Edge Crush Tester
Edge Crush Test (ECT) เป็นการวัดความสามารถของแผ่นกระดาษลูกฟูกในการต้านทานแรงกดตามแนวขอบของแผ่น ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับแรงที่เกิดขึ้นเมื่อกล่องถูกวางซ้อนกัน
ค่า ECT จึงช่วยประเมินความแข็งแรงเชิงโครงสร้างของกระดาษลูกฟูก และใช้เป็นข้อมูลประกอบในการออกแบบกล่องที่ต้องรับน้ำหนักจากกล่องชั้นบน โดยเฉพาะการจัดเก็บในคลังสินค้าหรือการวางซ้อนบนพาเลต
การทดสอบแรงกดกล่อง หรือ Box Compression Tester
Box Compression Test (BCT) เป็นการทดสอบกับกล่องที่ขึ้นรูปเสร็จแล้ว โดยวางกล่องระหว่างแผ่นกดของเครื่องทดสอบและเพิ่มแรงกดจากด้านบนอย่างต่อเนื่อง เพื่อวัดว่ากล่องสามารถรับแรงได้มากเพียงใดก่อนเริ่มเสียรูปหรือยุบตัว
การทดสอบนี้สะท้อนสมรรถนะของกล่องในสภาพใกล้เคียงกับการใช้งานจริงมากขึ้น เพราะความแข็งแรงไม่ได้ขึ้นอยู่กับชนิดกระดาษเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับขนาดกล่อง รูปแบบโครงสร้าง รอยพับ และคุณภาพการผลิตด้วย
การทดสอบแรงดันทะลุ หรือ Burst Strength
Burst Strength ใช้ประเมินความสามารถของกระดาษในการต้านทานแรงดันที่กระทำต่อพื้นผิวจนกระทั่งกระดาษแตกหรือทะลุ ยิ่งสามารถรับแรงดันได้มาก ก็ยิ่งแสดงถึงความสามารถในการต้านทานแรงที่กระทำจากภายในหรือภายนอกกล่องได้ดี
ค่าดังกล่าวมีประโยชน์สำหรับบรรจุภัณฑ์ที่มีโอกาสได้รับแรงดัน แรงกระแทก หรือมีสินค้าภายในที่อาจกดหรือดันผนังกล่องระหว่างการขนส่ง
การทดสอบแรงกดลอน หรือ Flat Crush Tester
Flat Crush Test (FCT) เป็นการวัดความสามารถของโครงสร้างลอนในการต้านทานแรงกดที่กระทำตั้งฉากกับพื้นผิวของแผ่นกระดาษ เพื่อดูว่าลอนสามารถรักษารูปทรงได้มากน้อยเพียงใดก่อนถูกกดจนแบนหรือเสียรูป
การทดสอบนี้ช่วยตรวจสอบคุณภาพของลอนและกระบวนการผลิต โดยเฉพาะกรณีที่แผ่นลูกฟูกต้องผ่านแรงกดระหว่างการผลิต การจัดเรียง หรือการใช้งาน หากลอนยุบตัวง่าย ประสิทธิภาพในการรองรับแรงและกันกระแทกก็จะลดลงตามไปด้วย
การทดสอบการดูดซึมน้ำ
กระดาษเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติดูดซับความชื้น จึงต้องมีการทดสอบว่าพื้นผิวกระดาษสามารถดูดซึมน้ำได้มากเพียงใด โดยหนึ่งในวิธีที่ใช้กันทั่วไปคือ Cobb Test ซึ่งวัดปริมาณน้ำที่กระดาษดูดซึมภายในระยะเวลาที่กำหนด
การดูดซึมน้ำมีผลต่อความแข็งแรงของกระดาษลูกฟูกโดยตรง เพราะเมื่อกระดาษได้รับความชื้นมากขึ้น เส้นใยอาจสูญเสียความแข็งแรงและทำให้กล่องรับแรงกดได้น้อยลง จึงเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ต้องเก็บในคลังสินค้าที่มีความชื้น ขนส่งในสภาพอากาศแปรปรวน หรือใช้กับสินค้าที่มีโอกาสสัมผัสความชื้น
สรุป
ความแข็งแรงของลอนลูกฟูกเกิดจากการทำงานร่วมกันของทั้งโครงสร้างทางกายภาพและคุณสมบัติของวัสดุ ตั้งแต่ชนิดและคุณภาพของเส้นใยเซลลูโลส รูปทรงและขนาดของลอน จำนวนชั้น คุณภาพของกาวที่ใช้ยึดกระดาษ ไปจนถึงปัจจัยแวดล้อมอย่างความชื้นและอุณหภูมิ ซึ่งล้วนส่งผลต่อประสิทธิภาพของบรรจุภัณฑ์
ทาง Chemical House and Lab Instrument เป็นตัวแทนจำหน่าย เครื่องมือวัด เครื่องทดสอบ ในด้านอุตสาหกรรมเยื่อ และกระดาษ (Pulp and Paper Industry) และ เครื่องทดสอบ Paper Packaging ทั้งเครื่อง Crush Tester, Burst Tester และ Box Compression เป็นต้น โดยมีทั้งจากประเทศ ญี่ปุ่น, USA, เยอรมัน และจีน เป็นต้น เช่น KRK, Frank PTI เป็นต้น
ติดต่อสอบถามหรือขอใบเสนอราคาได้ที่
บริษัท เคมีเคิลเฮ้าส์ แอนด์ แล็บอินสทรูเม้นท์ จำกัด
Chemical House & Lab Instrument Co., Ltd.
โทร: (662) 184-4000 | Call Center: +66 (0)88 088 4399
ตัวแทนจำหน่ายเครื่องทดสอบ
Website: Chemical House & Lab Instrument Co., Ltd.
E-mail: ppsales@chemihouse.com หรือ info@chemihouse.com
Facebook : ch.chemicalhouse




