อัปเดต 2026 มอก. เหล็กที่โรงงานควรรู้ พร้อมแนวทางตรวจคุณภาพเหล็กและโลหะ
ผู้ประกอบการที่กำลังเปิดโรงงานผลิตเหล็กจะต้องใช้ มอก. ไหนบ้างทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าภายในโรงงานผลิตเหล็ก โลหะ ประเภทไหน โดยขอบเขตของ มอก. และ การบังคับใช้ควบคุมคุณภาพไม่ได้เหมือนกันทุกฉบับ
โรงงานผลิตไม่จำเป็นต้องขอรับการรับรองครบทุก มอก.
โรงงานผลิตเหล็กจะต้องมี มอก. อะไรบ้าง
มอก. ที่โรงงานผลิตเหล็กต้องใช้ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าที่ผลิต โรงงานจึงควรเริ่มจากการตรวจสอบว่าสินค้าแต่ละชนิดอยู่ภายใต้มาตรฐานฉบับใด เช่น เหล็กเส้นกลมใช้ มอก. 20-2559 ส่วนเหล็กข้ออ้อยใช้ มอก. 24-2559 หากผลิตสินค้าหลายประเภท ก็อาจมีมาตรฐานที่เกี่ยวข้องมากกว่าหนึ่งฉบับ
การเลือกมาตรฐานต้องดูรายละเอียดของสินค้าประกอบด้วย ทั้งวิธีผลิต รูปร่าง ขนาด การเคลือบผิว และลักษณะการใช้งาน เพราะเหล็กที่ดูคล้ายกันอาจใช้มาตรฐานต่างกัน เช่น เหล็กรูปพรรณรีดร้อนกับเหล็กรูปพรรณขึ้นรูปเย็น
เมื่อทราบมาตรฐานที่ตรงกับสินค้าแล้ว ให้ตรวจสอบต่อว่าเป็น มาตรฐานบังคับหรือมาตรฐานทั่วไป เพื่อวางแผนขออนุญาตให้ถูกต้อง จากนั้นฝ่าย QC จึงนำข้อกำหนดของมาตรฐานนั้นมาจัดทำรายการตรวจคุณภาพ เช่น ขนาด ส่วนประกอบทางเคมี และสมบัติทางกล พร้อมกำหนดวิธีทดสอบและเกณฑ์ผ่านให้ตรงกับชั้นคุณภาพของสินค้าที่ผลิต
มอก. บังคับและมาตรฐานทั่วไปต่างกันอย่างไร
มอก. บังคับ คือมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน ผู้ผลิตสินค้าที่อยู่ในขอบข่ายต้องดำเนินการขออนุญาตและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง ส่วนมาตรฐานทั่วไปเป็นการรับรองโดยสมัครใจ แต่สามารถเป็นข้อกำหนดในการจัดซื้อหรือสัญญากับลูกค้าได้
สิ่งที่ต้องตรวจแยกกันคือ การประกาศกำหนดมาตรฐาน และวันที่กฎหมายบังคับให้ผลิตภัณฑ์ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน เพราะอาจมีผลคนละวัน ก่อนผลิตหรือเปลี่ยนข้อกำหนดสินค้า จึงควรตรวจสถานะจาก สมอ. และประกาศที่เกี่ยวข้องโดยตรง การมีผลทดสอบผ่านบางรายการไม่ได้เท่ากับได้รับใบอนุญาตให้แสดงเครื่องหมาย มอก.
รวม มอก. เหล็ก แบ่งตามกลุ่มผลิตภัณฑ์ของโรงงานผลิต
- มอก. 20-2559 เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต: เหล็กเส้นกลม
ใช้กับเหล็กเส้นกลมสำหรับเสริมคอนกรีตตามขอบข่ายที่กำหนด งานควบคุมคุณภาพครอบคลุมขนาด มวลและเกณฑ์ความคลาดเคลื่อน รวมถึงคุณลักษณะของวัสดุและสมบัติทางกล เช่น การรับแรงดึงและการดัดโค้ง ช่วยตรวจสอบว่าเหล็กที่ผลิตมีทั้งขนาดและสมรรถนะตรงตามข้อกำหนด ไม่พิจารณาเฉพาะลักษณะภายนอก
- มอก. 24-2559 เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต: เหล็กข้ออ้อย
เกี่ยวข้องกับเหล็กข้ออ้อยที่ใช้เสริมคอนกรีต โดยต้องตรวจทั้งขนาด มวล ลักษณะบั้งและครีบ ส่วนประกอบทางเคมี และสมบัติทางกลตามชั้นคุณภาพ ความสำคัญคือช่วยควบคุมคุณลักษณะของเหล็กที่ทำงานร่วมกับคอนกรีต จึงใช้เกณฑ์ของเหล็กเส้นกลมมาแทนทั้งหมดไม่ได้
- มอก. 1227-2558 เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน
ครอบคลุมเหล็กรูปพรรณที่ผลิตด้วยการรีดร้อนตามแบบที่มาตรฐานกำหนด เช่น เหล็กรูปตัวเอช ตัวไอ เหล็กฉาก และเหล็กรางน้ำ ประเด็นที่ควรพิจารณาได้แก่ รูปร่าง ขนาด ความหนา เกณฑ์ความคลาดเคลื่อน ส่วนประกอบทางเคมี และสมบัติทางกลตามชั้นคุณภาพ
- มอก. 1228-2561 เหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปเย็นสำหรับงานโครงสร้างทั่วไป
ใช้กับเหล็กแผ่นรีดร้อนที่นำมาขึ้นรูปเย็นเป็นหน้าตัดตามมาตรฐาน เช่น เหล็กตัวซี โดยจะครอบคลุมผลิตภัณฑ์ไม่เคลือบโลหะ ทั้งชนิดเคลือบสีและไม่เคลือบสี การตรวจเน้นมิติหน้าตัด ความหนา ส่วนประกอบทางเคมี และสมบัติทางกล จึงควรแยกจากผลิตภัณฑ์เคลือบโลหะที่มีมาตรฐานเฉพาะ
- มอก. 1479-2566 เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อนสำหรับงานโครงสร้างทั่วไป
เกี่ยวข้องกับเหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อนสำหรับงานโครงสร้างตามขอบข่ายมาตรฐาน มีข้อกำหนดด้านส่วนประกอบทางเคมีและสมบัติทางกลตามชั้นคุณภาพ รวมถึงมิติและลักษณะทั่วไป สำหรับฝ่าย QC ต้องเลือกตารางเกณฑ์ให้ตรงกับเกรดและความหนา เพราะเกณฑ์สมบัติทางกลไม่ได้เป็นค่าเดียวสำหรับเหล็กทุกขนาด
- มอก. 107-2566 ท่อเหล็กกล้าคาร์บอนสำหรับงานโครงสร้างทั่วไป
ครอบคลุมท่อหน้าตัดกลม สี่เหลี่ยมจัตุรัส และสี่เหลี่ยมผืนผ้าสำหรับงานวิศวกรรม สถาปัตยกรรม และโครงสร้างทั่วไปตามขอบข่ายที่ระบุ การควบคุมคุณภาพต้องพิจารณามิติ ความหนา ส่วนประกอบทางเคมี และคุณลักษณะตามชนิดท่อ ไม่ควรใช้เลขมาตรฐานนี้ยืนยันความเหมาะสมของท่อสำหรับงานความดันหรืองานอื่นโดยอัตโนมัติ
- มอก. 2228-2565 เหล็กกล้าทรงแบนเคลือบอะลูมิเนียม 55% ผสมสังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อน
ใช้กับเหล็กแผ่นเคลือบตามองค์ประกอบและขอบข่ายที่กำหนด การตรวจไม่ได้จบที่เนื้อเหล็ก แต่รวมถึงปริมาณอะลูมิเนียมในมวลเคลือบ มวลเคลือบ และการติดแน่นของผิวเคลือบ ตลอดจนสมบัติทางกลตามเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์ จึงต้องแยกรายการทดสอบวัสดุพื้นและชั้นเคลือบให้ชัดเจน
สำหรับการนำไปใช้งาน ควรตรวจทั้งตัวมาตรฐานและฉบับแก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงประกาศเปลี่ยนผ่านที่เกี่ยวข้องจาก สมอ. ก่อนปรับแผน QC หรือยื่นขออนุญาต โดยเฉพาะเมื่อเอกสารจัดซื้อหรือคู่มือเดิมของโรงงานยังอ้างเลขปีของมาตรฐานฉบับก่อนหน้า
แหล่งข้อมูล มอก. ภาคบังคับ appdb.tisi.go.th
การตรวจเหล็กตาม มอก. ต้องตรวจอะไรนอกจากส่วนผสมทางเคมี
การวิเคราะห์ธาตุช่วยบอกองค์ประกอบของโลหะ แต่ไม่สามารถยืนยันความแข็งแรง ขนาด หรือคุณภาพผิวเคลือบได้ครบทั้งหมด การทดสอบเหล็กตาม มอก. จึงต้องเลือกให้ครบตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์นั้น โดยมีประเด็นที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม ได้แก่
- มวล: เช่น ความหนา เส้นผ่านศูนย์กลาง ขนาดหน้าตัด ความยาว และมวลต่อความยาว ตามรายการที่มาตรฐานกำหนด
- สมบัติทางกล: เช่น ความต้านแรงดึง ความยืด และการดัดโค้ง โดยเลือกวิธีและเกณฑ์ตามผลิตภัณฑ์และชั้นคุณภาพ
- ลักษณะทั่วไปและผิวเคลือบ: ตรวจตำหนิที่มีผลต่อการใช้งาน และสำหรับเหล็กเคลือบต้องตรวจคุณลักษณะของชั้นเคลือบเพิ่มเติมตามมาตรฐาน
องค์ประกอบทางเคมีต้องเทียบกับข้อกำหนดของเหล็กแต่ละประเภท
การตรวจส่วนประกอบทางเคมี คือการวัดว่าเหล็กมีธาตุแต่ละชนิดอยู่เท่าไร แล้วนำผลไปเทียบกับค่าที่มาตรฐานกำหนดสำหรับเหล็กประเภทและเกรดนั้น เช่น ปริมาณคาร์บอน (C) แมงกานีส (Mn) ฟอสฟอรัส (P) โบรอน (B) หรือกำมะถัน (S) โดยแต่ละมาตรฐานอาจกำหนดธาตุที่ต้องตรวจและปริมาณที่ยอมรับได้ต่างกัน จึงไม่ควรใช้เกณฑ์ชุดเดียวตัดสินเหล็กทุกประเภท
นอกจากนี้ ต้องดูว่าตัวอย่างที่นำมาตรวจเก็บมาจากขั้นตอนไหน ระหว่าง ตัวอย่างจากน้ำเหล็กในกระบวนการหลอม กับ ตัวอย่างที่ตัดจากผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เพราะมาตรฐานอาจกำหนดเกณฑ์ยอมรับไว้ต่างกัน ฝ่าย QC จึงควรระบุประเภทสินค้า เกรดเหล็ก และที่มาของตัวอย่างให้ชัดเจนก่อนเลือกเกณฑ์เปรียบเทียบ เพื่อให้ตัดสินผลได้ถูกต้อง
การเลือกใช้ OE750 และ X-MET8000 ในงานตรวจคุณภาพ
เริ่มเลือกเครื่องมือจากธาตุที่ต้องวัด ช่วงความเข้มข้น เกณฑ์ยอมรับ และจุดตรวจในกระบวนการ หากต้องควบคุมส่วนผสมในห้องแล็บ โดยเฉพาะธาตุอย่างคาร์บอน จะมีเงื่อนไขต่างจากการตรวจแยกโลหะหน้างาน ทั้ง OE750 และ X-MET8000 จึงมีบทบาทที่ต่างกัน และต้องประเมินความเหมาะสมกับวิธีทดสอบก่อนใช้ผลตัดสินตามมาตรฐาน
OE750 สำหรับตรวจองค์ประกอบทางเคมีและควบคุมส่วนผสมในห้องแล็บ

OE750 เป็นเครื่องวิเคราะห์แบบ Spark Optical Emission Spectrometry หรือ Spark OES ใช้ประกายไฟกระตุ้นบริเวณผิวโลหะ แล้ววัดแสงที่ธาตุปล่อยออกมาเพื่อหาปริมาณองค์ประกอบ เหมาะกับการวิเคราะห์ตัวอย่างโลหะแข็งในห้องแล็บ เช่น ตัวอย่างที่เก็บจากน้ำโลหะแล้วทำให้แข็งตัว เพื่อนำผลไปประกอบการปรับส่วนผสมและควบคุมคุณภาพ สามารถวิเคราะห์คาร์บอนและธาตุอื่นในเหล็กได้ตามชนิดโลหะ โปรแกรมสอบเทียบ และช่วงวิเคราะห์ที่ติดตั้ง
ก่อนทดสอบ ควรเตรียมผิวตัวอย่างให้สะอาดและเรียบ โดยกำจัดสนิม คราบน้ำมัน และสิ่งปนเปื้อนที่อาจส่งผลต่อผลลัพธ์การวิเคราะห์ที่คลาดเคลื่อนได้
เข้าไปดูรายละเอียดของ เครื่องวิเคราะห์ส่วนผสมโลหะแบบ Arc Spark Spectrometer : OE Series
X-MET8000 สำหรับตรวจรับวัตถุดิบและคัดแยกเกรดโลหะหน้างาน

เครื่องวิเคราะห์โลหะแบบพกพา X-MET8000 ใช้เทคนิค X-ray Fluorescence หรือ XRF สำหรับตรวจองค์ประกอบของโลหะ เหมาะกับงานตรวจรับวัตถุดิบ คัดแยกเศษโลหะ และตรวจยืนยันชนิดวัสดุ หรือ PMI (Positive Material Identification) เช่น ตรวจปริมาณโครเมียม นิกเกิล และโมลิบดีนัมในสแตนเลส เพื่อช่วยระบุเกรดและลดโอกาสผิดพลาดในการคัดแยกวัสดุผิดประเภทเข้าสู่กระบวนการผลิต ทั้งนี้ ธาตุที่ตรวจวัดได้ขึ้นอยู่กับการเตรียมผิวบริเวณที่วัดให้สะอาดเพื่อลดผลกระทบจากสิ่งปนเปื้อน
ข้อจำกัดสำคัญคือ Handheld XRF ไม่สามารถวัดคาร์บอนได้ หากต้องแยกเกรดโลหะที่มีปริมาณคาร์บอนต่างกัน เช่น สแตนเลส 304 กับ 304L จึงไม่สามารถใช้ผลจาก X-MET8000 เพียงอย่างเดียวได้ ต้องตรวจเพิ่มเติมด้วยเครื่องมือที่วัดคาร์บอนได้ เช่น เครื่องวัด OES ที่มีโปรแกรมและช่วงการวิเคราะห์เหมาะกับเกรดที่ต้องการตรวจสอบ
หากโรงงานกำลังวางระบบตรวจคุณภาพเหล็ก สามารถนำเลข มอก. ชั้นคุณภาพ รายการธาตุ และตัวอย่างที่ต้องทดสอบ มาปรึกษา Chemical House & Lab Instrument เพื่อประเมินความเหมาะสมของ OE750 หรือ X-MET8000 ให้ตรงกับจุดตรวจและงานของห้องแล็บ การเริ่มจากข้อกำหนดที่ต้องควบคุมจะช่วยให้เลือกเครื่องมือและเตรียมการทดสอบได้ตรงประเด็นยิ่งขึ้น




